การออกแบบบ้านเพื่อสุขภาพที่ดี

การออกแบบบ้านเพื่อสุขภาพที่ดี แสงสว่างมีประโยชน์มากๆทั้งในการทำกิจกรรมต่างๆ และมีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของคน จากงานวิจัยพบว่าการได้รับแสงธรรมชาติอย่างเพียงพอจะช่วยลดอาการซึมเศร้า สร้างอารมณ์เชิงบวก ในทางกลับกัน หากได้รับแสงธรรมชาติน้อยจะส่งผลต่ออารมณ์และสมดุลของสารเคมีในสมอง ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า และความสามารถในการรับรู้ลดลงข้อควรรู้ก่อนออกแบบบ้าน
โดยแสงธรรมชาติในตอนเช้าจะช่วยชะลออาการกระวนกระวายในผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ และบำบัดอาการนอนไม่หลับของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ การที่เราได้สัมผัสแสงธรรมชาติ นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการทำงาน รวมทั้งมีผลดีต่อการผ่อนคลายความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแล้ว ยังช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายสามารถนอนหลับตอนกลางคืนได้ดีขึ้นอีกด้วย

จากงานวิจัยยังพบว่า หากระหว่างวันไม่ได้รับแสงธรรมชาติ หรือแสง Daylight (ค่าอุณหภูมิสีของแสง 5000-6500K) จะส่งผลให้ระบบนาฬิกาชีวภาพช้าลง 1.1 ชั่วโมงในทุก 24 ชั่วโมง อันเนื่องมาจากการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (ฮอร์โมนที่ช่วยการนอนหลับ) ผิดเวลา ทำให้นอนหลับยากขึ้น นอกจากนี้ “แสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์” จะไปยับยั้งหรือชะลอการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนินด้วย จึงควรนำแสงธรรมชาติให้เข้าถึงภายในบ้าน และใช้แสงประดิษฐ์อย่างเหมาะสมตามช่วงเวลาและเป็นแสงที่สอดคล้องกับการรับรู้ของเราด้วย

การออกแบบบ้านเพื่อสุขภาพที่ดี

การเลือกอุณหภูมิสีของดวงไฟ

แสงธรรมชาติ การออกแบบ้านที่ดีควรจะนำแสงจากธรรมชาติเข้ามาในตัวบ้านให้ได้มากที่สุด โดยคำนึงถึงทิศทางของหน้าต่าง และสัดส่วนหน้าต่างในผนังแต่ละด้านที่เหมาะสม ร่วมกับการออกแบบส่วนบังแดด อย่างระแนงกันแดด ชายคา เพื่อช่วยป้องกันความจ้าของแดด และลดการนำความร้อนที่มากับแสงธรรมชาติเข้ามาด้วย

การเลือกอุณหภูมิสีของดวงไฟ ​พื้นที่ทำงาน ควรเลือกค่าอุณหภูมิสีของแสง (The Color Temperature) Natural to Cool White Light (ค่าอุณหภูมิสีของแสง 4000-5000K  ) จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ตื่นตัว และช่วยสร้างสมาธิให้จดจ่อกับงานได้ดี ​พื้นที่พักผ่อน ห้องนอน ห้องนั่งเล่น แนะนำให้เลือกแสง Warm White Light (ค่าอุณหภูมิสีของแสง 2700-3500K) เป็นแสงสว่างสีส้มนวลๆ สร้างความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย ชวนพักผ่อน และช่วยเน้นสีของอาหารดูน่ารับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารให้เด็กและผู้สูงอายุได้ดี

การวางตำแหน่งดวงโคม ​ไม่ควรวางตำแหน่งดวงโคมให้ส่องลงมาตรงกับศีรษะ เพราะจะทำให้เกิดเงาเมื่ออ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งทำให้ความร้อนจากหลอดไฟส่องลงมาบริเวณศีรษะโดยตรง ​

คุณภาพของแสงไฟที่ดี นอกจากระดับค่าอุณหภูมิสีของแสงแล้ว ยังมีค่าดัชนีชี้วัดความถูกต้องของสี (Color Rendering Index) และค่าการกะพริบของหลอดไฟ (Flicker) ซึ่งคนทั่วไปมักมองข้าม แต่จริงๆแล้วส่งผลกระทบต่อร่างกาย และสุขภาวะภายในอาคารไม่น้อย การใช้แสงประดิษฐ์ที่ให้ค่าดัชนีความถูกต้องของสีที่สูงช่วยเพิ่มการรับรู้สภาพโดยรอบที่เราอยู่ได้ถูกต้อง
ในขณะที่แสงที่มีค่าดัชนีความถูกต้องของสีที่ต่ำส่งผลต่อความสามารถในการจำแนกความแตกต่างระหว่างวัตถุ หรือการรับรู้บริบทในพื้นที่ได้ผิดเพี้ยนไป โดยดูค่าดัชนีความถูกต้องของสีของหลอดไฟได้จากค่า CRI ยิ่งค่าสูงเท่าไร ยิ่งหมายถึงแสงที่เราเห็นจะไม่ผิดเพี้ยนมากเท่านั้น โดยทั่วไปหลอดไฟจะมีค่า CRI ที่ 70-80 แต่สำหรับการออกแบบแสงที่ต้องการมาตรฐานสูงค่า CRI ของหลอดไฟควรอยู่ที่ CRI 95-100 หรืออย่างน้อยไม่ควรจะต่ำกว่า CRI 90

เราใช้เวลาอยู่ในอาคารไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงานกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งช่วง WFH ยิ่งทำให้ต้องอยู่ภายในบ้านหรืออาคารมากขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่าเฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้านเราอาจกำลังทำร้ายสุขภาพของเราอยู่แบบเงียบๆ เช่น

  • หินธรรมชาติมีสารกัมมันตรังสี หินธรรมชาติที่เราใช้มาปูพื้น กรุผนัง เคาน์เตอร์ครัว หรือส่วนประกอบการตกแต่งบ้าน ที่เรามักเลือกใช้หินอ่อนหรือหินแกรนิตนั้น อาจมีสารกัมมันตรังสีอย่าง “เรดอน” ปนอยู่ในตัววัสดุ (ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดและที่มาของวัสดุนั้นๆ) เรดอนเป็นสารกัมมันตรังสี ที่ปราศจากสีและกลิ่น เป็นแก๊สเฉื่อย โดยทั่วไปแล้วเรดอนที่มีอยู่ในดินปริมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ จะแพร่สู่บรรยากาศตลอดเวลา โดยแหล่งกำเนิดของเรดอนในบรรยากาศหรือในบ้านมีที่มาหลักๆ ได้แก่ พื้นดินรอบบ้าน บ่อน้ำ อากาศภายนอกอาคาร วัสดุก่อสร้าง น้ำประปา เป็นต้น หากอาศัยร่วมกับวัสดุก่อสร้างที่มีแหล่งเรดอนสูงเป็นระยะเวลานานๆ ส่งผลต่อการป่วยเป็นมะเร็งปอด นับเป็นอันดับสองรองจากการสูบบุหรี่
  • สารระเหยจากสีและเฟอร์นิเจอร์ ภายในบ้านเรามักมีสารระเหยต่างๆ ที่มาจากเฟอร์นิเจอร์ เมื่อสูดดมเข้าไปจะเกิดการสะสมภายในร่างกาย และส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท รวมทั้งฮอร์โมนและการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น สีทาบ้าน สามารถปลดปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้อัดก็มักมีสารฟอร์มาลดีไฮด์ที่มาจากกาวยึดชิ้นไม้ให้ติดกัน หากสะสมในร่างกายมากๆ จะกลายเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินหายใจและเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ควรเลือกใช้วัสดุที่มีการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายต่ำ (Low-VOCs) โดยค่าของ VOCs มี 2 ระดับที่แนะนำ คือ Low VOCs = 5-50 g/l และ Zero VOCs = น้อยกว่า 5 g/l
  • ฝุ่นและความชื้นที่สะสมในบ้าน ฝุ่นจากพรม เฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ รวมถึงวอลล์เปเปอร์ที่เห็นลายสวยนั้น อาจจะมีเชื้อราเกิดอยู่ด้านหลังโดยที่เราไม่รู้ เป็นสาเหตุหลักของการเกิดอาการภูมิแพ้ ระคายเคืองตา หรือส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจได้

หากภายในบ้านไม่มีการระบายและหมุนเวียนอากาศที่ดี จะเกิดการสะสมฝุ่น สารเคมีและความชื้นภายในบ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดอาการแสบตา คัดจมูก ดังนั้นนอกจากควรหมั่นทำความสะอาดบ้านเพื่อลดการสะสมของฝุ่นละอองแล้ว จึงแนะนำให้เปิดบ้านระบายอากาศอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเข้มข้นของสารเคมีให้เจือจางลง ลดผลกระทบต่อสุขภาพได้ในระยะยาว

ปลูกต้นไม้ในบ้านได้ไหม

ปลูกต้นไม้ในบ้านได้ไหม

เคยสังเกตไหมว่า ทำไมหลายๆ คนถึงชอบออกไปสัมผัสธรรมชาติหรือปลูกต้นไม้ในสวน นั่นเพราะคนเรามีแนวโน้มอยากใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น จากแนวคิดด้านการออกแบบ Biophilic Design ใน WELL Standard การนำธรรมชาติเข้ามาผสมผสานในการออกแบบจะช่วยให้คนรู้สึกผ่อนคลาย และยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น จากงานวิจัยของ Frontiers in Psychology มหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2019 พบว่าการใช้เวลาดื่มด่ำกับธรรมชาติเพียง 20 นาทีต่อวัน สามารถทำให้ความเครียดลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

การทำสวนช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอลในสมอง ลดความเครียด จากผลการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญในเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า การมีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในระดับสูงเป็นเวลายาวนาน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพจิต และอาจทำให้อายุสั้น และพบว่า สุขภาพของผู้ที่ชอบทำสวน 30 ราย ให้ทำกิจกรรมที่สร้างความเครียด และลดความเครียด โดยทำสวนนอกอาคาร หรืออ่านหนังสือในร่มเป็นเวลา 30 นาที พบว่ากลุ่มที่ทำสวนมีระดับคอร์ติซอลลดลงกว่ากลุ่มที่อ่านหนังสือ นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ที่ทำสวนกลับมาอยู่ในระดับที่ “มีความสุข” ได้เต็มที่อีกครั้ง แต่กลุ่มที่อ่านหนังสือนั้น “เครียดกว่าเดิม”

รวมถึงงานวิจัยต่างๆใน มหาวิทยาลัยเฮียวโก ประเทศญี่ปุ่น ทำการทดสอบพนักงานบริษัทจำนวน 63คน มีอายุตั้งแต่ 24-60 ปี ที่ใช้เวลาทำงานกับคอมพิวเตอร์สัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ โดยใช้มาตรวัดความวิตกกังวล State-Trait Anxiety Inventory (STAI) และการวัดอัตราการเต้นของชีพจร พบว่าการปลูกต้นไม้หรืออยู่ใกล้ต้นไม้ ทำให้ระดับความเครียดค่อยๆ ลดลง และอัตราการเต้นของชีพจรลดลง ดังนั้นหากรู้สึกเครียด ลองหาต้นไม้ที่ชอบมาปลูก หรือควรพักออกไปเดินเล่นในสวนประมาณ 20 นาที ก็จะช่วยให้รู้สึกเครียดน้อยลงได้แน่นอน

ลดเสียงดังรบกวนเข้ามาในบ้าน

เคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่า เวลาที่ได้ยินเสียงดังๆ เราจะสะดุ้ง ตกใจ และถ้าฟังเสียงดังนั้นนานๆ จะรู้สึกหงุดหงิด ทำงานหรืออ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง นั่นเป็นเพราะเสียงมีผลต่อการรับรู้ของสมองและร่างกาย ถ้าเสียงที่ได้ยินนั้นอยู่ในช่วงที่ดีต่อการรับรู้ของสมองจะทำให้มีสมาธิและรู้สึกผ่อนคลาย แต่หากเป็นเสียงดังเกินไป หรือที่เรียกว่า “เสียงรบกวน” จะมีผลต่อความรู้สึก ระบบประสาท และสุขภาพของเราไปด้วย โดยเสียงรบกวนมาจาก  2 แหล่ง คือ “เสียงนอกบ้าน” ทั้งเสียงรบกวนที่มาจากข้างบ้าน ถนน และ “เสียงในบ้าน” จากห้องติดกันที่ทำกิจกรรมต่างๆออกแบบภายใน เช่น ห้องดูทีวี ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ โดยเฉพาะห้องที่มีกิจกรรมต่างกัน อยู่ติดกัน จะทำให้เกิดความต่างของเสียงจนรู้สึกเสียงนั้นดังรบกวนกัน ซึ่งมีวิธีป้องกันเสียงดังรบกวน คือ

การป้องกันเสียงจากภายนอก

  • ปลูกต้นไม้เป็นแนวในทิศทางหรือพื้นที่คาดว่าจะมีเสียงดังรบกวนจากภายนอก เพื่อกรองและลดทอนเสียงรบกวนเข้ามาในบ้านได้ระดับหนึ่ง
  • ปิดรูหรือช่องว่างที่จะนำเสียงดังรบกวนจากภายนอกลอดเข้ามาผ่านผนัง หลังคา และประตูหน้าต่างเพื่อกั้นเสียง
  • การกำหนดทิศทางการเปิดประตู หรือหน้าต่างให้อยู่ในทิศทางที่ไม่มีเสียงดังรบกวน

การป้องกันเสียงจากภายในบ้าน

  • เสียงดังผ่านอากาศ ให้ปิดรู อุดช่องต่างๆ ที่ทำให้เสียงลอดเข้ามาได้ เช่น ช่องว่างใต้ประตู
  • เสียงดังผ่านผนัง พื้น เสียงแบบนี้เป็นเสียงที่ผ่านมาทางโครงสร้าง
  • การจัดกลุ่มห้องที่มีกิจกรรมเสียงดังไว้ด้วยกัน โดยการแยกห้องที่คาดว่าจะมีเสียงดังให้อยู่ห่างห้องอื่นๆ และจัดกลุ่มห้องที่ไม่ต้องการเสียงไปอยู่ด้วยกัน เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน
  • ลดเสียงดังรบกวนผ่านโครงสร้าง จากการกระแทกต่างๆ เพื่อไม่ให้เสียงเดินทางผ่านพื้น ผนัง อาจจะแก้ไขด้วย การปูพรมทางเดิน

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *