พาเที่ยวเมืองพิจิตร

พาเที่ยวเมืองพิจิตร พิจิตรเมืองชาลาวัน  เมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยสุโขทัยที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์  และอีกหนึ่งเมืองถ้าเราไม่ได้ตั้งใจไปก็จะไปไม่ถึงเพราะมัวแต่ผ่านไปเสียก่อน  แต่ถ้าเราลองตั้งใจเลี้ยวเข้าไปดูซักครั้ง เราจะรู้ว่า พิจิตร

4 ชั่วโมงจากกรุงเทพขับรถชมวิว แวะพักรายทางบ้าง สำหรับการจัดเพลนท่องเที่ยวแล้วแต่ว่าเราอยากจะแวะที่ไหน จะเริ่มจากสถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองพิจิตรก่อนหรือจะเริ่มจากสถานที่ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองก่อนก็ได้    หากดูจากแผนทีjเดินทางจากกรุงเทพ  อำเภอบางมูลนากจะถึงก่อนอำเภออื่น มีแยกซ้ายไปอำเภอโพทะเล  ต่อด้วยอำเภอตะพานหิน  อำเภอเมือง  อำเภอโพธิ์ประทับช้าง  ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ตั้งใจจะแวะอยู่ใน 5 อำเภอที่กล่าวมาทั้งหมด เราเริ่มไล่เที่ยวเที่ยวอำเภอที่ถึงก่อนเพราะถือว่าได้แวะพักระหว่างทางไปด้วย  นั่นก็คือ  อำเภอบางมูลนากฮอยอัน เมืองมรดกโลก

พาเที่ยวเมืองพิจิตร ตามกันมาเลยจ้า

วัดสุขุมาราม อำเภอบางมูลนาก

วัดสุขุมาราม อำเภอบางมูลนาก

วัดสุขุมาราม เราตั้งใจแวะมาที่วัดนี้เพื่อชมความงามขององค์ พระพุทธไสยาสน์  หรือพระนอน ที่ว่ากันว่าใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ  เห็นครั้งแรกต้องบอกว่าตะลึงในความยิ่งใหญ่ ความเมื่อยล้าจากการขับรถหายไปในทันใด  โดยปกติเราจะเห็นพระนอนสร้างอยู่ในอุโบสถของวัด แต่พระนอนที่วัดนี้สร้างในอาคารสีขาวแบบเปิดโล่งให้เห็นองค์พระโดดเด่น สอดแทรกด้วยประติมากรรมที่งดงามและด้วยศิลปะร่วมสมัย  บริเวณโดยรอบมีการปลูกต้นไม้น้อยใหญ่นานาชนิดให้ร่มเย็น ด้านหน้ามีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องจากพระพุทธไสยาสน์  สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวามหาราช

วัดห้วยเขน

จากวัดสุขุมมาราม ไม่ถึง 10 นาที เรามาถึง วัดห้วยเขน ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเดียวกัน และไม่ไกลมาก   ด้านหน้าวัดมีพระอุโบสถที่แกะสลักลวดลายปูนปั้นวิจิตรงดงาม ถัดออกไปจะเป็นพระอุโบสถหลังเก่า ซึ่งปัจจุบันได้รับการบูรณะแล้วและได้ขึ้นทะเบียนจากรมศิลปากรด้วย ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าโบราณที่ยังคงเอกลักษณ์แบบ เดิมไว้โดย ไม่ได้มีการบูรณะหรือเพิ่มเติมใดๆ ศิลปกรรมฝาผนังอายุประมาณ   80  ปีมาแล้วซึ่งตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 5

เรื่องราวที่ปรากฏบน ฝาผนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ และทศชาติชาดก ด้านหลังพระประธานในพระอุโบสถ เป็นเรื่องพระเวสสันดรทั้งหมด ส่วนเรื่องของพุทธประวัติอยู่เหนือระดับหน้าต่างด้านซ้าย และตอนล่างระดับหน้าต่างด้านซ้าย แต่ส่วนล่างปูนกระเทาะเสียหายมาก จนเห็นแผ่นอิฐ เป็นศิลปกรรมที่งดงามมาก มีอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามาผสมผสานบ้างเล็กน้อย จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า ผู้เขียนภาพมีชื่อว่า “ทั่ง” ไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน

มื้อเที่ยง นี้ของพวกเราทานกันเกือบบ่าย เราแวะมาที่อำเภอตะพานหิน ใช้เวลาจากวัดห้วยเขนประมาณ 40 นาที  ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปทานก๋วยเตี๋ยวเป็ดแม่ลำยงค์ แต่ปรากฏว่าหมด  search หาข้อมูลเรื่องกิน มาถึงที่นี่ต้องมาทานบะหมี่ชาละวัน ก็ต้องตามเค้าซักหน่อย  มาถึงที่ร้านก็ ใกล้หมดแล้วเช่นกัน เพ ราะมาถึงร้านใกล้ปิดแล้ว สั่งบะหมี่น้ำมาทาน บะหมี่ใส่หมูแดงและหมูบดเป็นหลัก ส่วนรสชาติโดยส่วนตัวถือว่าปานกลางจะติดไปทางหวานซักนิด  ส่วนบะหมี่เป็ดแม่ลำยงค์ แวะทานวันกลับอีกวันไม่มีเป็ดมา  เลยได้ทานบะหมี่ไก่และหมูสะเต๊ะแทน รสชาติโดยรวมก็คือ เคยทานในกรุงเทพอร่อยกว่า  สำหรับเราความเห็นส่วนตัว พิจิตรอาจไม่เด่นเรื่องของอาหารการกินมากนัก ตลอด 2 วัน เท่าที่ลองทานตามร้านแนะนำจากชาวบ้านเองหรือตามรีวิวที่ว่าเด็ดรสชาติยังไม่ค่อยถูกปากมาก เลยไม่ได้เน้นกินเท่าไหร่เน้นสถานที่ท่องเที่ยวดีกว่า เพราะน่าสนใจอยู่หลายแห่ง

อิ่มท้องแล้วไปจากร้านไม่ไกลมาถึงยังวัดเทวปราสาท  เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูป หลวงพ่อโต ปางประทานพร ขนาดใหญ่  ได้รับพระราชทานนาม จากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวว่า “พระพุทธเกตุมงคล” ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง  หน้าตักกว้าง 20 เมตร เฉพาะองค์พระสูง 30 เมตร แท่นสูง 4 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะสวยงามได้สัดส่วนและใหญ่ที่สุดของจังหวัดพิจิตร

วัดเขารูปช้าง ยืนชมวิวเมืองพิจิตร

วัดเขารูปช้าง ยืนชมวิวเมืองพิจิตร

จะเห็นว่าพิจิตรนี้  สถานที่ท่องเที่ยวเด่นส่วนใหญ่จะมีแต่วัดวาอาราม แต่วัดแต่ละแห่งบอกเลยไม่ธรรมดา เพราะแต่ละวัดมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์  บางแห่งเป็นวัดเก่าแก่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์  ควรค่าแห่งการแวะไป อย่างเช่นวัดนี้ วัดเขารูปช้าง ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเมืองแต่จะอยู่ออกมาในบริเวณรอบนอกเส้นที่มุ่งหน้าไปยังอำเภอตะพานหิน   จากอำเภอตะพานหินมาวัดนี้ใช้เวลาแค่ประมาณไม่ถึง  20 นาที เท่านั้น  วัดนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาเมื่อเริ่มเข้ามาใกล้จะเห็นเจดีย์ทรงลังกาสีขาว ตั้งอยู่บนหินที่เรียงซ้อนกันมาแต่ไกล  มาถึงตัววัดด้านล่างจากนั้นขับรถขึ้นไปนิดเดียวจะถึงจุดจอดรถจะอยู่ด้านหน้ามณฑปจตุรมุข โบราณสถานที่สำคัญของวัด  ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทสำริด และมีภาพเขียนฝาผนังเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง

เมื่อมาถึงข้างบน มีเจดีย์เก่าอยู่องค์หนึ่งเป็นเจดีย์แบบลังกาทรงเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา มีตัวระฆังเป็นกลีบมะเฟืองแต่ยอดเจดีย์หักแล้ว  พื้นที่รอบบริเวณพระเจดีย์ทางวัดได้สร้างวิหารใหญ่ขึ้นหลังหนึ่งอยู่ใกล้กัน รวมถึงพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่สีเหลืองอร่ามโดดเด่น เดินเข้าไปข้างในสุด เราจะพบกับ  เจดีย์สีทองแบบลังกาเชิงบันไดทางขึ้น รูปปั้นโขลงช้าง 5 เชือก ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีหินซ้อนกันมองดูคล้ายรูปช้าง เจดีย์เดิมเป็นเจดีย์เก่ามาก่อนต่อมาทางวัดได้ ปฏิสังขรณ์ใหม่โดยประดับกระเบื้องเคลือบสีทองทั้งองค์ มีรั้วรอบ บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์สามารถมองวิวทิวทัศน์ ของเมืองพิจิตรได้แบบ 360 องศา ซึ่งจะมองเห็นไร่นาของชาวบ้านรวมถึงเส้นถนนที่ตัดมายังวัดด้วย ถ้าหากนึกจินตนาการถ้าเราขึ้นมาชมวิวบนนี้ในช่วงที่เป็นฤดูทำนา ภาพที่เห็นเบื้องล่างคงเขียวขจีอย่างมากแน่ เป็นอีกหนึ่งวัดในพิจิตรที่ชอบมาก วิวสวย โบราณสถานต่างๆ ก็สวยมาก ประทับใจแบบรักเลย

มาพักกันที่ ระเบียงน้ำ รีสอร์ท

ในตัวเมืองก็มีที่พักหลายแห่งให้เลือก ซึ่งส่วนใหญ่ระดับราคาจะอยู่ในระดับหลักร้อยปลายๆ ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดที่ที่พักส่วนใหญ่ค่อนข้างดีและราคาไม่สูง อาจเป็นเพราะพิจิตรยังคงไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวยอดฮิตเหมือนจังหวัดอื่น    เรามาสะดุดตากับที่นี่ ระเบียงน้ำ รีสอร์ท    ที่พักราคาคืนละ 500 บาท (ไม่มีอาหารเช้า) บรรยากาศร่มรื่น  บ้านเป็นหลังมีพื้นที่ด้านนอกให้ได้นั่งพักผ่อน  ด้านบนมีดาดฟ้าและมีแปลให้นอนเล่นไกวแปลเพลินๆ

ภายในห้องสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้งแอร์ ทีวี ตู้เย็น ประตูเป็นแบบบานกระจกที่สามารถนอนมองวิวสีเขียวข้างนอกได้ หลังนี้ ราคา 500 ถือว่าราคาแพงที่สุดแล้ว เพราะยังมีบ้านแบบอื่นอีกราคาคืนละ 350 บาทเท่านั้นแต่เป็นห้องแอร์แบบเรือนแถว โอ้ อะไรจะถูกปานนั้น   แถมโลคเคชั่นก็ดีมาก ตั้งอยู่ในตัวเมืองใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงร้านค้าต่างๆ  ที่นี่อยู่ใกล้กับบึงสีไฟเดินทางไปไม่ถึง 10 นาที เท่านั้น ซึ่งถูกใจเรามาก เพราะตั้งใจว่าเย็นนี้เราจะไปดูพระอาทิตย์ตกกันที่นี่

บึงสีไฟ

บึงสีไฟ 

มาถึงพิจิตร แล้วไม่ได้แวะมาบึงสีไฟ ถือว่ามาไม่ถึง เพราะที่นี่ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งแรกของจังหวัดพิจิตร บรรยากาศรอบๆ บึงสีไฟ มีความสงบงามและเป็นธรรมชาติจึงกลายเป็น สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองที่สำคัญแห่งหนึ่งเลยทีเดียว แน่นอนมาถึงเมืองชาละวัน แล้วไม่ได้ถ่ายภาพกับรูปปั้นพญาชาละวันยักษ์ ก็ถือว่าไม่ถึงเช่นกัน  รูปปั้นดังกล่าวตั้งอยู่ที่ด้านหน้าของบึงสีไฟ ภายในบึงสีไฟ มี ศาลากลางน้ำ มีทั้งหมด 4 ศาลา นักท่องเที่ยวนิยมมาให้อาหารสัตว์น้ำบนศาลาแห่งนี้ โดยเฉพาะศาลาใหญ่  แต่มาในช่วงแล้ง น้ำก็แห้งขอดไปเยอะพอสมควร

บึงสีไฟ ถือว่าเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศยามเย็นและพระอาทิตย์ตกที่ค่อนข้างสวยงาม มองเห็นเป็นแสงทไวไลซ์หลากสี คงไม่มีใครปฏิเสธว่าพระอาทิตย์ตกกลางบึงสีไฟนั้นคือความงามจับตาในช่วงเย็นที่น่าประทับใจจริงๆ

ย่านเก่าวังกรด  

เราตื่นและออกจากที่พักแต่เช้าเพื่อขับรถไปหาอะไรทานในตัวเมือง ในตัวเมืองพิจิตรมีร้านอาหารไม่เยอะที่เปิดในตอนเช้าเป็นร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว เกาเหลา สามารถเลือกทานได้ตามใจชอบ  ประมาณ 9 โมงกว่าเรามาถึง ย่านเก่าวังกรด ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 6 กม.

ย่านเก่าวังกรดเป็นชุมชนเก่าแก่ บรรยากาศน่ารักแห่งพิจิตร ที่เราไม่ควรพลาด   ในอดีตมีความรุ่งเรื่องด้านการค้าขายอย่างมาก เนื่องจากเป็นจุดตัดทางการคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำ  จนเป็นศูนย์กลางการค้าขายแห่งใหญ่ของพิจิตร  ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนไฮโล ประกอบอาชีพค้าขายมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ต่อมาความเปลี่ยนแปลงทางการคมนาคมและระบบซื้อขายแบบสมัยใหม่ ทำให้เศรษฐกิจของตลาดวังกรดซบเซาลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกหลานชาวตลาดส่วนใหญ่ไปหางานทำนอกพื้นที่

บางร้านเลิกกิจการไป หรือย้ายไปเปิดกิจการในตัวเมืองพิจิตร แต่ก็ยังคงเหลือไว้ซึ่งร้านค้าที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องกันมาตั้งแต่อดีต แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าใดย่านเก่าวังกรดยังคงสามารถบอกเล่าเรื่องราวในอดีตและให้ความทรงจำแก่ผู้ที่ผ่านมาที่แห่งนี้ได้  ผ่านสถาปัตยกรรมเรือนแถวไม้เก่าแก่ อีกทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัวของย่านเก่าวังกรด ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยใช้ในอดีตยังมีให้เห็นและยังถูกใช้งาน  แม้ว่าจะยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไป  ที่นี่ถือว่าเป็นชุมชนเล็กๆ ที่ใช้เวลาสำรวจไม่นานก็เดินทั่วแล้ว เดินทางมาแต่เช้าในวันธรรมดา ร้านค้าและบ้านบางหลังก็ยังไม่ได้เปิดมากนัก

ชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่ คือ ผู้สูงอายุ นั่งอยู่หน้าบ้านทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ร้อยมาลัย แต่ละท่าน อัธยาศัยดีมาก เราเดินถ่ายภาพก็จะยิ้มให้เราตลอด  เป็นชุมชนย่านเก่าที่เรารู้สึกว่าแทบไม่ได้มีการปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ดั้งเดิมเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้น

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *